รู้ก่อนใช้ ไม่ประมาท ยุคกัญชาเสรี

🔸หากพูดถึงกัญชาทางการแพทย์ พบว่า “ช่อดอกกัญชาตัวเมียที่ยังไม่ได้ถูกผสม” เป็นส่วนที่นิยมเก็บเกี่ยวไปใช้ในการรักษาโรค เนื่องจากช่อดอกมีสารสำคัญประเภท “แคนนาบินอยด์” (cannabinoids) ซึ่งได้แก่ delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) และ Cannabidiol (CBD) รวมทั้งแคนนาบินอยด์ชนิดอื่นๆ อีกมากกว่า 400 ชนิด แต่ THC และ CBD เป็นแคนนาบินอยด์ที่ได้รับการศึกษาวิจัยและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

🔸สรรพคุณของ THC และ CBD
THC มีสรรพคุณ เพิ่มความอยากอาหาร แก้อาเจียน ลดปวด ต้านอักเสบ และที่สำคัญสามารถออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (ทำให้ผู้ที่ได้รับมีอาการเคลิ้มสุข อารมณ์ดี หัวเราะคิกคัก มีความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มความไวต่อการรับความรู้สึกทางแสง รส กลิ่น เสียง และสัมผัส)
CBD มีสรรพคุณ แก้อาเจียน ลดปวด ต้านอักเสบ แต่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทั้งนี้ หากใช้ร่วมกับ THC จะสามารถต้านฤทธิ์ต่อจิตประสารทจาก THC ได้

🔸โรคหรือภาวะที่อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์
ปัจจุบันมีโรคหรือภาวะบางประการที่อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์เป็นการรักษาเสริม หรือควบรวมกับยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาเป็นการรักษาเริ่มต้น ทั้งนี้ โรคหรือภาวะดังกล่าวข้างต้น ได้แก่
1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด โดยในต่างประเทศแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชารูปแบบรับประทานที่มีเฉพาะ THC เท่านั้น
2. ภาวะปวดเส้นประสาท (Neuropathic Pain) ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญเช่น ปวดร่วมกับอาการชาคล้ายเข็มทิ่ม ปวดแสบปวดร้อน ปวดคล้ายกับถูกไฟดูด ปวดบริเวณผิวหนังที่เส้นประสาทมาเลี้ยง หรือปวดบริเวณที่สัมผัสกับเสื้อผ้าหรือลมพัดผ่าน โดยในต่างประเทศแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชารูปแบบสเปรย์ที่มีส่วนผสมของ THC และ CBD ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้ฉีดพ่นเข้าไปทางเยื่อบุช่องปาก เพื่อให้สารสำคัญดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และก่อให้เกิดฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อม (Multiple Sclerosis) ซึ่งอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก โดยในต่างประเทศแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชารูปแบบสเปรย์ เช่นเดียวกับที่อธิบายไว้ในข้อ 2
4. โรคลมชักที่รักษายากหรือดื้อต่อยารักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เช่น ลมชักชนิด Dravet และ Lennox-Gastaut syndromes โดยในต่างประเทศแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบรับประทานที่มีเฉพาะ CBD เท่านั้น
🔸เป็นที่น่าสังเกตว่า โรคหรือภาวะที่อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ (เป็นการรักษาเสริมหรือควบรวมกับยาแผนปัจจุบัน) นั้น ในต่างประเทศมีหลักฐานสนับสนุนว่า บางภาวะแนะนำให้ใช้เฉพาะ THC เท่านั้น แต่บางภาวะแนะนำให้ใช้ THC และ CBD ร่วมกัน ในขณะที่บางภาวะแนะนำให้ใช้เฉพาะ CBD เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้การรักษาภาวะนั้นๆ เกิดประสิทธิผลสูงสุด และลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด
🔸อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประโยชน์ทางการแพทย์ข้างต้น ปัจจุบันยังมีโรค/ภาวะอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวาง เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนว่า จะได้ประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ (ในการควบคุมอาการ) หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (ที่มีอาการปวด รับประทานอาหารไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียนมาก) รวมทั้งผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล (ชนิด generalized anxiety disorders) โรคปลอกประสาทอักเสบ (demyelinating disease) อื่นๆ

🔸การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การใช้กัญชาทางการแพทย์ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกกัญชา การผลิต การแปรรูป การสกัด และการจ่ายยา ทั้งนี้ ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มีใช้ในประเทศไทยมีดังนี้
1. ผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม (GPO)
1.1 น้ำมันกัญชารูปแบบหยดใต้ลิ้นที่มีเฉพาะ THC เท่านั้น
1.2. มีน้ำมันกัญชารูปแบบหยดใต้ลิ้นที่มีทั้ง THC และ CBD ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1
1.3. น้ำมันกัญชารูปแบบหยดใต้ลิ้นที่มีเฉพาะ CBD เท่านั้น
2. ผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชารูปแบบหยดใต้ลิ้นที่มีเฉพาะ THC เท่านั้น หรือ มีทั้ง THC และ CBD ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 หรือ มีเฉพาะ CBD เท่านั้น (คล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม ดังกล่าวในข้อ 1)
3. ผลิตภัณฑ์กัญชาตำรับยาแผนไทยของโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร (ใช้ชื่อว่า อาจารโร เฮิร์บ)
เป็นผลิตภัณฑ์ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ ปัจจุบันมีทั้งหมด 16 ตำรับ เช่น ตำรับศุขไสยาศน์ (ช่วยให้นอนหลับเจริญอาหาร ฟื้นฟูกำลังของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) ตำรับอัคคินีวคณะ (แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุทั้ง 4 ชูกำลัง) ตำรับทัพยาธิคุณ (ลดอาการมือชาเท้าชาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และใช้รักษาอาการมือเท้าบวมในผู้ป่วยมะเร็งตับ) ตำรับทำลายพระสุเมรุ (บรรเทาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ แขนขาอ่อนแรง ชา ในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและลดผลข้างเคียงของการรักษา การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาต่างๆ ข้างต้น ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์แผนที่เกี่ยวข้อง

🔸ระยะเวลาที่เริ่มออกฤทธิ์เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์กัญชารูปแบบต่างๆ
ระยะเวลาที่เริ่มออกฤทธิ์สัมพันธ์กับรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา ดังนี้
ก. รูปแบบสูบควันหรือสูดไอระเหย (เช่น การพันมวนสูบ การสูบโดยใช้ไปป์ การสูบโดยใช้บ้อง หรือ การสูบไอระเหยผ่านอุปกรณ์พิเศษ) การใช้กัญชารูปแบบนี้ สารสำคัญ เช่น THC จะเริ่มออกฤทธิ์ราว 5 นาทีหลังสูบควันหรือสูดไอระเหย ทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการเมากัญชา ซึ่งสังเกตได้จากการที่ผู้ใช้มักอารมณ์ดี คอแห้ง ตาแดง และง่วงหลับ
ข. รูปแบบสเปรย์ผ่านเยื่อบุช่องปาก (เช่น ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดเส้นประสาท หรือบรรเทาอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อจากโรคปลอกประสาทเสื่อม) การใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้ สารสำคัญจะเริ่มออกฤทธิ์ราว 30 นาทีหลังสเปรย์ผ่านเยื่อบุช่องปาก (หมายเหตุ: รูปแบบนี้น่าจะเทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชารูปแบบหยดใต้ลิ้น)
ค. รูปแบบรับประทาน การใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้ สารสำคัญจะเริ่มออกฤทธิ์ราว 2-3 ชั่วโมงหลังรับประทาน

🔸อาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับการใช้กัญชา
ก. อาการที่พบบ่อยมาก เช่น ง่วงนอน อ่อนเพลีย วิงเวียน ปากแห้ง วิตกกังวล คลื่นไส้ ผลต่อความคิดและสติปัญญา ไอ มีเสมหะ หลอดลมอักเสบ (พบจากการสูบกัญชาเท่านั้น)
ข. อาการที่พบบ่อย เช่น เคลิ้มสุข ตาพร่ามัว ปวดหัว
ค. อาการที่พบน้อย เช่น หน้ามืดเมื่อลุกขึ้นยืน อาการทางจิต หวาดระแวง ซึมเศร้า เดินเซ เสียการทรงตัว หัวใจเต้นเร็ว (พบน้อยหากค่อยๆ ปรับขนาดขึ้น) อาเจียน ท้องเสีย

🔸วิธีหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์จากกัญชา
โดยทั่วไป สามารถพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาภายใต้หลักการดังต่อไปนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์
1. Start low หมายถึง เริ่มใช้ (ผลิตภัณฑ์รูปแบบที่เหมาะสม) ในขนาดต่ำๆ
2. Go slow หมายถึง ค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หากยังไม่ได้สรรพคุณที่ต้องการ
3. Stay low หมายถึง หากปรับขนาดยาขึ้นช้าๆ จนหาขนาดต่ำสุดที่ได้สรรพคุณแล้ว ให้ถือว่าขนาดนั้นคือขนาดที่เหมาะสมสำหรับการใช้รักษาภาวะ/โรคนั้นๆ ในระยะยาว
สิ่งที่ผู้บริโภคต้องรู้เกี่ยวกับอาหารที่ใส่กัญชาในยุคปลดล็อคกัญชา
โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ส่วน “ใบกัญชา” มาประกอบอาหาร โดยพบว่า ใบสดมีสารเมา (THC) ค่อนข้างน้อย แต่จะมีสาร THCA (tetrahydrocannabinoic acid) ซึ่งไม่ทำให้เมา อย่างไรก็ตาม หาก THCA ผ่านความร้อนจากกระบวนการปรุงอาหาร จะมีโอกาสเปลี่ยนเป็น THC ซึ่งหากได้รับ THC ในปริมาณมากอาจทำให้เมาได้ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มปริมาณสารเมาในเมนูอาหาร มีดังนี้
ก. การปรุงที่ผ่านความร้อน ดังอธิบายแล้วข้างต้น
ข. ระยะเวลาในการปรุงด้วยความร้อน หากใช้ระยะเวลานาน โอกาสเกิดสารเมาก็จะมากขึ้น
ค. ส่วนประกอบของไขมันในอาหารประเภทนั้นๆ เป็นที่ทราบกันดีว่า THC ไม่ละลายน้ำ แต่สามารถละลายในไขมันได้ดี ดังนั้นหากปรุงเมนูกัญชาด้วยความร้อน ปรุงนาน และมีไขมันเป็นส่วนประกอบ (เช่น ใส่น้ำมัน หรือใส่เนย) จะทำให้เมนูนั้นๆ มี THC ในปริมาณที่สูงขึ้น
ง. ส่วนและปริมาณของกัญชาที่นำมาปรุงอาหาร หากนำใบสดในปริมาณมาก หรือใช้ช่อดอก (ซึ่งมี THC มากอยู่แล้ว) มาปรุงด้วยความร้อนสูง/ใช้เวลาปรุงนาน จะทำให้มี THC ในปริมาณที่สูงขึ้น ทำให้มีอาการเมา หัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง เป็นต้น

🔸คำเตือนในการใช้กัญชา
การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาอาจทำให้ง่วงนอน ดังนั้นจึงไม่ควรขับยวดยานพาหนะ และไม่ทำงานกับเครื่องจักรกล นอกจากนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีโรคหรือภาวะ ดังนี้
โรคจิต: การใช้กัญชาในผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน (concurrent active mood disorder) หรือ โรควิตกกังวล (anxiety disorder) มีโอกาสทำให้อาการดังกล่าวกำเริบ
โรคหัวใจ: มีรายงานว่าการใช้กัญชาสัมพันธ์กับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย (รวมถึงการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต) ได้
โรคตับ: โดยปกติตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของแคนนาบินอยด์ให้พร้อมสำหรับการขจัดออกจากร่างกาย ดังนั้นในผู้ป่วยโรคตับ สารแคนนาบินอยด์อาจจะค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้ออกฤทธิ์ได้มาก/นานกว่าปกติ
ผู้ใช้ที่อายุน้อย: มีรายงานว่าการใช้กัญชาครั้งแรกตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช (เช่น โรคจิตเภท และไบโพลาร์) โดยมีโอกาสเกิดได้เร็วกว่าปกติ
ผู้สูงอายุ: เป็นกลุ่มที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้มากกว่าคนหนุ่มสาว
สตรีมีครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้คุมกำเนิด (หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์): มีรายงานว่าการใช้กัญชาเพิ่มโอกาสที่ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบ cannabinoids ในน้ำนมแม่ได้

🔸บทสรุป
ข้อบ่งชี้ของการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด ภาวะปวดเส้นประสาท ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อม โรคลมชักที่รักษายากหรือดื้อต่อยารักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ทั้งนี้ ตามแนวทางเวชปฏิบัติจะพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์เป็นการรักษาเสริมหรือควบรวมกับยาแผนปัจจุบันเท่านั้น (ไม่ใช้เป็นการรักษาเดี่ยวหรือการรักษาเริ่มต้น) นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อข้อบ่งชี้นั้นๆ โดยเลือกจาก (1) ผลิตภัณฑ์ที่มีเฉพาะ THC หรือ (2) มี THC ร่วมกับ CBD หรือ (3) มีเฉพาะ CBD ทั้งนี้ เพื่อให้การรักษาภาวะนั้นๆ เกิดประสิทธิผลสูงสุด และลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยมากจากการใช้กัญชา ได้แก่ ง่วงนอน อ่อนเพลีย วิงเวียน ปากแห้ง วิตกกังวล คลื่นไส้ หากต้องการหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์จากกัญชา ให้พิจารณาใช้ภายใต้หลักการ: Start low – Go slow – Stay low อนึ่ง ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทุกรูปแบบไม่ควรขับยวดยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักรกลเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคจิต โรคหัวใจ โรคตับ ผู้ที่อายุน้อย ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่ให้นมบุตร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: รศ.ดร.นพ.ศุภนิมิต ทีฆชุณหเถียร หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร
งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Credit : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (official)

ปลูกกัญชา เลือกโรงเรือนแบบไหน ได้คุณภาพดีที่สุด

ปลูกกัญชา เลือกโรงเรือนแบบไหน ได้คุณภาพดีที่สุด

ใครที่กำลังสนใจอยากปลูกกัญชาเองที่บ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าต้องขออนุญาต หรือต้องใช้โรงเรือน

ในการปลูกรูปแบบไหนถึงจะดี วันนี้แสงไทย มีข้อมูลมาฝากกันครับ

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวง สาธารณสุข ได้มีข้อบังคับนำกัญชา กัญชง ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ ทำให้ทุก บ้านสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาต (เพื่อประโยชน์ในการรักษาและดูแลสุขภาพ) แต่จะต้องขึ้นทะเบียนจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน ‘ปลูกกัญ’ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.)

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกกัญชา เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ยังจำเป็นที่จะต้องขอ อนุญาตจดแจ้ง และลงทะเบียนให้ถูกต้อง

ตามกฎหมาย

การเตรียมสถานที่ในการปลูกกัญชา

1. ที่ดินต้องถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสาร สิทธิในที่ดิน และได้รับความยินยอมจาก ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

2. มีเอกสารหนังสือรับรองการปลูกตามกฎหมายจากกระทรวงสาธารณสุข

3. การกำหนดสถานที่ในการปลูกกัญชา ไม่มี รูปแบบที่ตายตัว สามารถปลูกได้ทั้ง โรงเรือน Green House, ระบบปิด และ การปลูกตาม ธรรมชาติ แต่จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน และความปลอดภัย

ปลูกแบบระบบเปิด

การปลูกกัญชาแบบระบบเปิด หรือ กลางแจ้ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และมี แรงงานในการดูแลจำนวนมาก โดยการปลูก กัญชาแบบระบบเปิดจะใช้แสงแดด และ สภาพอากาศตามธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผล ผลิตเติบโต อย่างไรก็ตาม การปลูกใน ลักษณะกลางแจ้ง ถึงแม้จะให้ผลผลิตใน ปริมาณที่สูง แต่จะสามารถปลูกได้เพียงแค่ 1รอบ/ปี เท่านั้น เนื่องจากจำเป็นที่จะต้อง หลีกเลี่ยงฤดูกาลที่ไม่เหมาะสม เช่น หน้าร้อน หน้าฝน อีกทั้งยังมีข้อเสียจากแมลง และศัตรู พืชที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกด้วย

โรงเรือน Greenhouse

การปลูกกัญชาในรูปแบบ Greenhouse เป็น โรงเรือนที่มีการออกแบบให้สามารถรับแสง จากธรรมชาติได้ จากการสร้างอาคาร หรือห้อง ที่ใช้วัสดุโปร่งแสงในการติดตั้ง ทำให้มีต้นทุน สูงกว่าแบบกลางแจ้งแต่ผลผลิตที่ได้จะมีปริมาณ และคุณภาพที่ดีกว่า เนื่องจากผู้ปลูกสามารถ ออกแบบระบบการทำงานภายในโรงเรือน เพื่อควบคุมปริมาณสภาพอากาศ หรือสารอาหาร ที่จำเป็นได้ นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ลดปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ และช่วยควบคุม ศัตรูพืชต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้

สำหรับใครที่สนใจโรงเรือนรูปแบบ Greenhouse แสงไทยก็มีของดีมาแนะนำ นั่นคือ แผ่นโปร่งแสง

โพลีคาร์บอเนตจากแสงไทย ที่มีคุณสมบัติ ช่วยให้แสงส่องผ่านได้ 100% เหมาะสำหรับ โรงเรือนเพาะปลูก หรือพื้นที่ที่ต้องการแสงมาก แถมยังมีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าการใช้มุ้งขาว คลุมโรงเรือนแบบเดิม ๆ อีกด้วยนะครับ

โรงเรือนระบบปิด

เป็นโรงเรือนที่ออกแบบมาด้วยลักษณะพิเศษ ภายในห้องทึบ เพื่อทำการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้เองตามธรรมชาติ ด้วย การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ที่จะ ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าทั้ง 2 รูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การควบคุม ความเข้มของแสงด้วยหลอดไฟ LED ที่ถูก ออกแบบมาพิเศษ เพื่อหาคลื่นแสงที่เหมาะสม กับการเจริญเติบโตของพืช, การจัดวางระบบรางน้ำ ,การติดตั้งเครื่องวัดความชื้น และควบคุมอุณหภูมิ หรือแม้แต่ การใช้เครื่องควบคุมปริมาณก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ภายในโรงเรือน เป็นต้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาวัสดุที่ช่วยให้โรงเรือน ระบบปิดแข็งแรง และควบคุมคุณภาพได้ดี ขอแนะนำ แผ่นเมทัลชีท PU Foam ที่ได้มีการบุฉนวนกันความร้อน ช่วยลดความ ร้อนสะสมบริเวณหลังคาได้ถึง 15°C – 35°C อีกทั้งยังสามารถนำมาออกแบบเพื่อใช้ในการกั้น เป็นผนัง หรือใช้สำหรับตกแต่งโรงเรือนให้มีความ สวยงามมากยิ่งขึ้น

Credit : sangthaigroup

วิธีปลูกกัญชา 6 เรื่องน่ารู้สำหรับมือใหม่หัดปลูก

กัญชา (Cannabis) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis Sativa L. อยู่ในวงศ์ Cannabaceae เป็นพรรณไม้จำพวกหญ้าต้นเล็ก ส่วนคำว่า มาลีฮวนน่า (Marijuana) เป็นคำแสลงของดอกกัญชาที่นำมาสูบนั่นเอง ต้นกัญชาเมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 300 เซนติเมตร ลักษณะลำต้นมีสีเขียว ตั้งตรง ช่วงเป็นต้นกล้าจะอวบน้ำ เติบโตช้าเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรก เมื่อมีอายุได้ประมาณ 90-120 วัน จะเริ่มออกดอกเป็นช่อ อัดแน่นอยู่ตามซอกใบและปลายยอด ใช้สำหรับแยกเพศได้ มีใบเดี่ยวแยกเป็นแฉก 5-7 แฉก แต่จำนวนแฉกจะลดลงในช่วงสร้างดอก ขอบใบเว้าลึกถึงเส้นกลางใบและหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าท้องใบ และมีเมล็ดรูปไข่ผิวเรียบเป็นมัน ลายสีน้ำตาล จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อผลแก่สารสำคัญในกัญชามี 2 ชนิด คือ สารแคนนาบิไดออล (Cannabidiol-CBD) และสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol-THC) ที่อยู่ในช่อดอก ซึ่งพบว่ามีประโยชน์ในทางการแพทย์ เช่น ใช้ในการรักษาโรคและอาการต่าง ๆ แต่เนื่องจากมีผลต่อจิตและระบบประสาท ดังนั้นจึงควรมีการใช้อย่างระมัดระวัง

“กัญชา และกัญชง แตกต่างกันยังไง

หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดคิดว่า กัญชา และกัญชง คือต้นไม้ชนิดเดียวกัน แต่ กัญชง หรือเฮมพ์ (Hemp) นั้นเป็นพืชวงศ์เดียวกับกัญชา แต่กัญชงเป็นสายพันธุ์ย่อย โดยต้นกัญชงจะจะมีความสูงมากกว่า มีข้อปล้องยาวกกว่าเมื่อเทียบกับต้นกัญชา นอกจากนี้ในส่วนของใบกัญชงยังมีสีซีดกว่า หน้าใบเรียวและแคบกว่า ขนาดเมล็ดใหญ่กว่า และให้ปริมาณสารสำคัญไม่เท่ากัน

วิธีแยกเพศกัญชา

ต้นกัญชามี 2 ชนิดหลัก ๆ แยกได้ตามเพศขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยสังเกตได้จากลักษณะของลำต้น ดอก ใบ และมีการนำประโยชน์แตกต่างกัน ดังนี้

  • กัญชาเพศผู้ : ลำต้นมีข้อถี่กว่า ใบเล็กและยาวกว่า ที่โคนกิ่งมีตาหรือดอก จะบานเมื่อต้นโตเต็มที่ ออกดอกน้อย ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกกันอิสระ มีสีเขียวอมเหลือง ยอดของช่อดอกตัวผู้จะเรียกว่า ดอก ระยะเวลาการบานประมาณ 2 เดือน ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อนำมาใช้ในการผสมพันธุ์ 
  • กัญชาเพศเมีย : ลำต้นมีข้อห่างกว่า ใบใหญ่และสั้นกว่า ตาหรือดอกบริเวณโคนกิ่งจะหุบเมื่อต้นโตเต็มที่ ออกดอกเป็นช่อ กลีบเลี้ยงสีเขียวเข้ม ภายในมียอดเกสร (Stigma) 2 อัน สีน้ำตาลแดง อายุของดอกสั้น ใช้เวลาติดผลประมาณ 3-4 สัปดาห์ นิยมปลูกมากกว่าเพศผู้ เนื่องจากสามารถผลิตสารสำคัญได้มากกว่า 

นอกจากนี้ยังมี กัญชากะเทย หรือกัญชาที่มี 2 เพศ คือมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมีย อยู่ในต้นเดียวกันได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เกิดจากความเครียดและปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดดที่มากไป น้ำที่มากเกินไปหรือไม่เพียงพอ แมลงศัตรูพืชแมลง โรคของพืช หรืออาจจะถูกพัฒนาภายหลังก็ได้ แต่ไม่นิยมปลูกเพราะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากมีสารแคนนาบินอยด์น้อยกว่ากัญชาตัวเมียนั่นเอง

สายพันธุ์กัญชาที่นิยมปลูก

ต้นกัญชาที่นิยมปลูกกันทั้งในไทยและต่างประเทศ จะแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ดังนี้

1. สายพันธุ์ซาติวา (Cannabis Sativa)

มีแหล่งกำเนิดจากหลายประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก โคลัมเบีย ตอนกลางของทวีปแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชอบอากาศร้อน ลำต้นหนา ความสูงประมาณ 6 เมตร ใบยาวเรียว สีเขียวอ่อน ใช้เวลาในการเติบโตประมาณ 9-16 สัปดาห์ถึงจะเก็บเกี่ยวได้ และให้สาร THC ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทสูงกว่าอินดิกา

2. สายพันธุ์อินดิกา (Cannabis Indica)

เป็นสายพันธุ์กัญชาที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย และตะวันออกกลาง ชอบที่ร่มและอากาศเย็น มีลำต้นเป็นพุ่มเตี้ย ความสูงประมาณ 1-2 เมตร กิ่งก้านดกหนา หน้าใบกว้างและสั้นกว่าสายยพันธุ์ซาติวา มีสาร CBD ที่ช่วยออกฤทธิ์ระงับประสาท ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการปวด จึงนิยมนำไปใช้ทางการแพทย์ โดยสายพันธุ์นี้จะเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยวได้เร็ววกว่าซาติวา ใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์

3. สายพันธุ์รูเดอราลิส (Cannabis Ruderalis)

มีต้นกำเนิดในทวีปยุโรป มีลักษณะลำต้นเตี้ยที่สุดใน 3 สายพันธุ์ แต่มีระยะการเติบโตเร็วและสามารถอยู่ได้ทั้งในอากาศร้อนและเย็น  มีระยะเวลาเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยวประมาณ 30 วัน จุดเด่นอยู่ที่ใบกว้างเรียวยาวมี 3 แฉก โดยทั่วไปแล้วสายพันธุ์นี้มีสาร THC น้อย (เมื่อเทียบกับสองสายพันธุ์แรก) และมีปริมาณ CBD สูง จึงนิยมนำไปผสมข้ามสายพันธุ์ (Hybrid) กับซาติวาและอินดิกา เพื่อให้ได้คุณสมบัติทางยา

การปลูกกัญชา

  • การเตรียมดิน : ควรไถพรวนดินก่อนปลูกอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อให้ดินเกิดความอ่อนตัว ถ่ายเทอากาศได้ดี และเป็นการทำลายวัชพืชไปในตัวด้วย หลังจากที่ไถพรวนดินเรียบร้อย ให้ทำเป็นร่องระบายน้ำสูง 50 ซม. แต่ละแถวมีระยะห่างกัน 100 ซม. จากนั้นให้ขุดหลุมกว้างประมาณ 40-50 ซม. ลึก 40-50 ซม. และให้มีระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 30-60 ซม. นอกจากนี้ยังสามารถรองก้นหลุมด้วยดินคลุกกับปุ๋ยคอกได้ โดยต้นกัญชาจะชอบดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุย ระบายน้ำได้ มีอินทรียวัตถุสูง และมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 5.8-6  
  • การปลูก : ต้นกัญชา นิยมปลูกด้วย 2 วิธีคือ การหว่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตเส้นใย และการหยอดหลุมด้วยเมล็ดหรือต้นกล้า เพื่อผลิตเมล็ดและช่อดอก ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากกว่า ทำได้โดยการหยอดเมล็ดพันธุ์ลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้หลุมละ 3-5 เมล็ด ให้มีความลึกประมาณ 1-2 ซม. หรือเพาะต้นกล้าให้มีอายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ กระตุ้นให้กล้าแข็งแรง และงดรดน้ำ 1 วันก่อนย้ายปลูก จากนั้นให้ย้ายต้นกล้ามาลงหลุมปลูก หลุมละ 5-7 ต้น บริเวณที่ปลูกกัญชาควรมีอากาศเย็น ประมาณ 19-28 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังไม่ค่อยชอบน้ำมากนัก หรือเฉลี่ยประมาณ 500-600 มิลลิเมตรต่อวงจรการปลูกแต่ละครั้ง ทำให้นิยมปลูกกัญชากันในเดือนกันยายนถึงกุมภาพันธ์ เพื่อให้ได้ช่อดอกที่สมบูรณ์ พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 
  • การรดน้ำและใส่ปุ๋ย : สามารถรดน้ำ ใส่ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลวัว รอบ ๆ ต้นได้ทุกวัน และควรหมั่นกำจัดวัชพืชและฉีดยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอด้วย นอกจากเมื่อต้นโตใกล้ออกดอก ควรหมั่นพรวนดิน ตัดรากรอบ ๆ ต้น เพื่อให้ต้นเป็นพุ่มเตี้ย ไม่โตสูงจนเกินไป 
  • การคัดต้น : เมื่อปลูกกัญชาได้ประมาณ 45 วัน หรือมีความสูงประมาณ 50-60 ซม. ก็สามารถแยกได้แล้วว่าต้นไหนเป็นกัญชาตัวผู้หรือกัญชาตัวเมีย ให้ถอนกัญชาตัวผู้ทิ้ง เก็บไว้เฉพาะกัญชาตัวเมีย 
  • การเก็บเกี่ยว : ต้นกัญชาสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุได้ 4 เดือนขึ้นไป หรือประมาณ 5-6 เดือน โดยทำได้ 2 วิธีคือ ถอนทั้งต้น หรือตัดครึ่งต้น และควรเก็บเกี่ยวในวันที่มีแสงแดดจัด เพราะจะทำให้มีสาร THC สูงมาก เมื่อเก็บเกี่ยวต้นกัญชาแล้ว ให้นำไปตากแดดจนแห้ง จากนั้นนำไปเคาะเมล็ดเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไป 

Credit : www.kapook.com

ร้านกัญชาและอุปกรณ์กัญชาคุณภาพ : https://www.siamweeds.com/

‘กัญชา’ จากพืชโบราณ สู่พืชเศรษฐกิจ และอนาคตหลังปลดล็อกเสรี

แต่เดิม ‘กัญชา’ ถือเป็นพืชที่ประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นสารเสพติดประเภท 5 ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 ก่อนที่จะผลักดันปลดล็อกกัญชาเสรีให้ถูกกฎหมายเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์เป็นสำคัญ รวมทั้งอนุญาตให้ปลูกกัญชาในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ได้ นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป แม้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ตื่นตัวเรื่องกัญชาถูกกฎหมาย แต่ประชาชนอีกจำนวนมากก็ยังคงเกิดความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตของการใช้กัญชา ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงปัญหาและผลกระทบต่อสุขภาพที่ตามมา… ‘ปลดล็อกกัญชา’ ในครั้งนี้ ไทยพร้อมมากแค่ไหน

ทำความรู้จัก ‘กัญชา’ พืชยุคโบราณ ที่ให้มากกว่า ‘ความเคลิ้มสุข’

     สันนิษฐานว่า ‘กัญชา’ ในภาษาไทย เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “Ganja” ในภาษาฮินดี โดยพืชชนิดนี้ขึ้นในเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบเปอร์เซีย อินเดีย และจีน นิยมเพาะปลูกในท้องถิ่นเพื่อใช้นำมาประกอบเป็นยา อาหาร เครื่องเทศ แหล่งของเส้นใย และพืชเสพติดมาช้านาน เพราะมีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้ผู้เสพรู้สึกเคลิบเคลิ้มและผ่อนคลาย ก่อนที่ต่อมาจะกระจายพันธุ์มายังหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     เมื่อสืบค้นราวเรื่องราวของกัญชา พบว่าปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาจมีความเป็นมายาวนานนับพันปี เกาหลีเคยค้นพบผ้าป่านโบราณที่ทำมาจากเส้นใยของกัญชา ซึ่งมีอายุราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช จีนค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่มีเส้นใยของกัญชา แม้แต่ในตำราโอสถพระนารายณ์สมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย ก็มีการใช้กัญชาเป็นส่วนหนึ่งของยาสมุนไพรแก้อาการนอนไม่หลับ

 ไม่เพียงเท่านั้น ในบางวัฒนธรรมยังยกให้กัญชาเป็นหนึ่งในพืชศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อมโยงกับตำนานของเทพเจ้า โดยเฉพาะชาวฮินดูในประเทศอินเดียที่มีความเชื่อว่าการสูบกัญชาเปรียบเสมือนการบูชาเทพศิวะ ทำให้เห็นได้ว่ากัญชาไม่ได้เป็นพืชโบราณที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ด้านอาหาร ยา และการผ่อนคลาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในมิติทางความเชื่อและศาสนาด้วย แม้แต่ในโลกตะวันตกก็ยังมีภาพวาดใบกัญชาปรากฏอยู่บนภาพวาดหรือวัตถุโบราณที่มีอายุนับพันปี สะท้อนให้เห็นว่ากัญชาคือหนึ่งในพืชโบราณที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาช้านาน

     ก่อนที่ในเวลาต่อมามุมมองของยุคกลางและโลกสมัยใหม่ได้จัด ‘กัญชา’ ให้เป็นพืชเสพติดผิดกฎหมายที่ออกฤทธิ์ต่อประสาท เนื่องจากในช่อดอกกัญชามีสารที่เรียกว่า ‘Tetrahydrocannabinol’ หรือ THC ซึ่งทำให้คนเสพคลายความวิตกกังวลลง แต่หากเสพในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลเกิดอาการเคลิบเคลิ้มไปจนถึงมึนเมา จึงถูกจัดเป็นพืชสารเสพติดที่ต้องควบคุมนั่นเอง

ปลดล็อกกัญชาเสรี ‘ปลูก-ซื้อ-ขาย-เสพ’ คนไทยทำอะไรได้บ้าง?

     จากการผลักดันของอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข ส่งผลให้ ‘กัญชา-กัญชง’ ถูกประกาศให้เป็นพืชที่เว้นจากการเป็นยาเสพติดให้โทษ ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565 โดยการปลดล็อกกัญชาเสรีให้ถูกกฎหมายในครั้งนี้ มีรายละเอียดสิ่งที่ทำได้-ห้ามทำ ดังต่อไปนี้

  • การปลูกกัญชาในครัวเรือนสามารถทำได้ ครอบครองกัญชาได้ไม่จำกัดจำนวน แนะนำว่าควรจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชันปลูกกัญ หรือเว็บไซต์ https://plookganja.fda.moph.go.th หรือสอบถามสายด่วนกัญชา-กัญชง โทร. 1556 กด 3
  • การปลูกเพื่อขายเชิงพาณิชย์ หรือนำไปแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • หากการครอบครองกัญชามีสารสกัดที่มีปริมาณสาร THC เกินกว่า 0.2% ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เกินกว่าที่กฎหมายปลดล็อก โดยไม่มีใบอนุญาต หรือไม่มีใบสั่งแพทย์ จะถือว่ามีความผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย
  • การนำเข้าเมล็ดพันธุ์และส่วนของพืชกัญชา จะต้องยื่นขออนุญาตกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • การนำเข้าผลิตภัณฑ์กัญชา จะต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • ประชาชนสามารถประกอบอาหารจากกัญชาในครัวเรือนได้
  • ห้ามสูบกัญชาในที่สาธารณะ แต่สามารถสูบกัญชาภายในบ้านได้
  • ห้ามจำหน่ายกัญชาให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จะถือว่าผิดกฎหมาย
  • หลังสูบ เสพ หรือบริโภคกัญชา ไม่ควรขับรถยนต์ ใช้เครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจากกัญชามีฤทธิ์ให้การตัดสินใจช้าลง
  • สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ไม่ควรสูบ เสพ หรือบริโภคกัญชาโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้น้ำนมมีสาร THC ที่ส่งผลต่อพัฒนาการสมองของเด็ก

     ข้อควรระวังในการใช้กัญชา : สารสกัด THC ในกัญชา แม้ว่าจะฤทธิ์ทำให้ผู้เสพรู้สึกเมาเคลิ้มสุข แต่หากได้รับในปริมาณที่เข้มข้นเกินไป ก็อาจนำไปสู่การเสพติดได้ ส่งผลข้างเคียงให้รู้สึกมึนเมา ใจสั่น ชีพจรเร็ว ใจสั่น ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นลมวูบหมดสติ ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ จึงควรศึกษารายละเอียดก่อนการใช้ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอยู่เสมอ

ประโยชน์ของ ‘กัญชา-กัญชง’ ในทางการแพทย์

     ตระกูลพืชกัญชา-กัญชง จะมีสาร 2 ตัวที่มีปริมาณเข้มข้น ได้แก่  Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งพบมากในกัญชา และ Cannabidiol (CBD) พบมากในกัญชง ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล โดยมีผลกระตุ้นประสาทในด้านความรู้สึก จึงทำให้ได้รับความสนใจในวงการแพทย์ มีการศึกษาข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชา-กัญชง มาอย่างยาวนาน

สำหรับในประเทศไทยมีการจัดตั้ง ‘คลินิกกัญชาทางการแพทย์’ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยประโยชน์ของพืชกัญชาเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้ป่วยบางราย ปัจจุบันมีการใช้กัญชาเป็น ‘ยาเสริม’ เพื่อช่วยรักษาอาการต่างๆ ที่ยาแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ หรือใช้แล้วยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ยกตัวอย่างในอาการต่อไปนี้

  • ใช้ลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท
  • ใช้บรรเทาอาการคลื่นไส้ของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาคีโมบำบัด
  • ใช้เพิ่มความอยากอาการในผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีน้ำหนักน้อย
  • ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะท้าย หรือระยะประคับประคอง
  • ใช้ลดอาการโรคลมชักดื้อยา
  • ใช้ลดอาการปวดประสาทประเภทต่างๆ

     หมายเหตุ : การใช้กัญชาทางการแพทย์ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความไวต่อการได้รับสารสกัด THC และ CBD ที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่การบริโภคกัญชาเป็นเครื่องดื่มและอาหาร ผู้มีโรคประจำตัวที่รับประทานยาเป็นประจำ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับสารสกัดจากกัญชา-กัญชงได้

‘ธุรกิจกัญชา’ ความหวังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เติบโต

     จากรายงานของเว็บไซต์ด้านการตลาด Allied Market Research ระบุว่า ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ในปี 2561 มีมูลค่าทั่วโลกอยู่ที่ 427 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 2,632 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2569 โดยประเภทอาหารกัญชาที่เติบโตสูงสุด ได้แก่ เบเกอรี ช็อกโกแลต และลูกกวาด ตามลำดับ

     สำหรับประเทศไทยหลังการปลดล็อกกัญชาเสรี หลายฝ่ายมีหวังให้กัญชาเติบโตเป็น ‘พืชเศรษฐกิจ’ ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยระบุว่า กัญชาเสรีจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไทย คาดว่าตลาดกัญชาเพื่อความเพลิดเพลินจะมีมูลค่าสูง 14,000 ล้านบาท ภายในปี 2568

แน่นอนว่าหลังประกาศให้กัญชาถูกกฎหมาย ผู้ประกอบการหลายรายหันมาทำเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม โดยห้ามใช้ช่อดอกประกอบอาหาร เนื่องจากมีปริมาณสาร THC ในปริมาณสูง แต่สามารถใช้ทุกส่วนของต้น วัดตั้งแต่ช่อดอกลงมา 1 คืบ ผู้ประกอบการจะต้องติดฉลากบนหรือผลิตภัณฑ์ หรือทำป้ายระบุให้ชัดเจนว่า เป็นอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชา

     ส่วนใครที่ทำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม จะต้องขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีขั้นตอนการยื่นข้อมูลลักษณะอาหาร, วัตถุดิบ, กรรมวิธีการผลิต, ภาชนะบรรจุ, มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ รวมถึงฉลากอาหารที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งจะต้องระบุคำเตือนและข้อแนะนำการบริโภคให้ชัดเจน

‘ความรู้เรื่องกัญชา’ รอยต่อสำคัญหลังการปลดล็อกเสรี

     อย่างที่ทราบกันดีว่าหลังการปลดล็อกให้กัญชาถูกกฎหมาย หลายคนเริ่มตื่นตัวกับปรากฏการณ์กัญชาเสรีในแง่มุมต่างๆ แม้ว่าการปลดล็อกในครั้งนี้มาพร้อมความหวังที่จะพาประเทศไทยต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่ๆ ทางการแพทย์ รวมถึงขยายอุตสาหกรรมผลิตยา เครื่องสำอาง อาหาร และเครื่องดื่มให้เติบโต พร้อมทั้งปูทางไปสู่การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจให้เกษตรกรในอนาคต

     แต่สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ รอยต่อสำคัญที่เรียกว่า ‘ความรู้’ ก่อนที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายพืชเศรษฐกิจที่วาดฝันไว้ รัฐได้มอบชุดความรู้ที่เพียงพอและเข้าถึงได้ต่อประชาชนอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดความรู้ หรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้กัญชาในด้านต่างๆ อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ก็ยังไม่มีมาตรการรองรับและการควบคุมที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้อง ว่าควรจำกัดการใส่กัญชาในปริมาณเท่าไหร่ต่อแต่ละเมนู ทำให้เราเห็นข่าวคนเจ็บป่วย หรือได้รับผลกระทบจากการบริโภคกัญชามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

     ‘รอยต่อ’ หลังการปลดล็อกกัญชาเสรีในครั้งนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป แต่ถือเป็น ‘โจทย์ใหญ่’ ที่สังคมกำลังจับตามอง…

Credit : gqthailand

ร้านกัญชาคุณภาพและอุปกรณ์มากมาย https://www.siamweeds.com/

สูบกัญชาแบบบ้อง กับ พันลำ อย่างไหนฟินกว่ากัน?

การใช้กัญชาสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดื่ม การทา การสูบ โดยวิธีการสูบมีรูปแบบที่ได้รับความนิยม 2 แบบ คือ การสูบกัญชาแบบพันลำ และ การสูบกัญชาด้วยบ้อง สำหรับใครที่กำลังสนใจเรื่องการสูบกัญชา และอยากรู้ว่าการสูบกัญชาแบบบ้องกับพันลำต่างกันอย่างไร แบบไหนสูบแล้วดีกว่า แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทาง four twenty จะมาเล่าให้ฟังกัน

สูบกัญชาแบบพันลำ

สูบกัญชาแบบพันลำ คือ วิธีการสูบกัญชาโดยการนำดอกกัญชาบดมาห่อ หรือมวนด้วยกระดาษโรล ให้มีลักษณะคล้ายกับบุหรี่ หรือยาเส้น จากนั้นนำมาจุดไฟเพื่อสูบเหมือนกับการสูบบุหรี่ ซึ่งกระดาษโรลที่ใช้พันลำก็มีหลายแบบ หลายชนิด เช่น กระดาษโรลที่ทำจากเยื่อไม้ กระดาษโรลจากกัญชง กระดาษโรลเซลลูโลส กระดาษโรล blunt จากใบยาสูบ และกระดาษโรลสำเร็จรูป เป็นต้น บางคนอาจมีการมวนกัญชาผสมใบยาสูบไปด้วย หรือเรียกว่า พันลำผสมยาเส้น

วิธีพันลำ

สำหรับวิธีการสูบกัญชาพันลำ สามารถทำได้ ดังนี้

  • นำช่อดอกกัญชาที่ตากแห้งมาแยกส่วนที่ไม่ใช้ออก เช่น ลำต้น และราก
  • บดดอกกัญชาให้เป็นผงละเอียดด้วยการใช้นิ้วมือฉีก เครื่องบดกัญชา กรรไกร มีด หรือใช้อุปกรณ์อื่นๆ หั่นซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ได้
  • เตรียมกระดาษกรอง หรือไส้กรอง โดยใช้กระดาษที่มีความแข็งเล็กน้อยมาพับซิกแซกแล้วม้วนให้ได้ความหนาที่ต้องการ เพื่อใช้เป็นมือจับ และไส้กรองป้องกันไม่ให้ตัวกัญชาไหลเข้าปาก
  • นำตัวกระดาษกรองที่เตรียมไว้ใส่ไว้ที่ปลายด้านหนึ่งของกระดาษโรล แล้วนำกัญชาที่บดแล้วใส่ลงไปในกระดาษโรล
  • ค่อยๆ จัดทรง และม้วนกระดาษโรล โดยให้กระดาษด้านที่มีกาวอยู่ด้านบน เมื่อม้วนเรียบร้อยก็ติดกาวโดยใช้น้ำเล็กน้อย และเก็บปลายมวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ผงกัญชาหล่นออกมา

วิธีสูบที่ถูกต้องและปลอดภัย

การเตรียมตัวก่อนสูบกัญชาเพื่อความปลอดภัย และวิธีสูบที่ถูกต้องสามารถทำได้ ดังนี้

  • ศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังสูบกัญชา หากเป็นคนที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือด โรคทางระบบประสาท โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น
  • หากเพิ่งเริ่มต้นสูบกัญชาควรเริ่มจากตัวที่มีสาร THC ในปริมาณน้อยๆ ก่อน
  • ไม่ควรสูบลึกมาก และไม่ควรอัดกลั้นไว้ในปอด เพราะทำให้ได้รับสารระคายเคืองทางเดินหายใจ และสาร THC มากเกินไป
  • ควรสูบในบริเวณพื้นที่ที่มีเฉพาะผู้ที่สูบกัญชาด้วยกัน เพื่อไม่ให้คนรอบตัวได้รับควันจากการสูบกัญชาเข้าไป
  • คอยติดตามและระมัดระวังปริมาณการสูบกัญชา เพื่อไม่ให้เกิดอาการติดจนกระทบกับการดำเนินชีวิตมากเกินไป
  • งดการขับขี่ยานพาหนะ และการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหลังจากสูบกัญชาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากผลข้างเคียง

ความรู้สึกเมื่อสูบกัญชาแบบพันลำ

อาการและความรู้สึกเมื่อสูบกัญชาแบบพันลำ อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับปริมาณที่สูบด้วย โดยมักมีอาการมึนๆ รู้สึกยิ้ม และหัวเราะได้ง่ายขึ้น ภาพที่มองเห็นอาจเริ่มเบลอจนเห็นเป็นภาพแยกสีซ้อนทับกัน รู้สึกหน่วงๆ เหมือนเวลาเดินช้าลง หรือมีความรู้สึกง่วงนอน และอยากทิ้งตัวเพื่อพักผ่อน นอกจากนี้ การสูบกัญชาพันลำแบบไม่ผสม มักสัมผัสได้ถึงความรู้สึก และกลิ่นจากดอกกัญชาได้ชัดเจนกว่าการสูบกัญชาแบบผสมยาเส้น

ข้อดีของการสูบแบบพันลำ

ข้อดีของการสูบกัญชาพันลำ คือ ราคาประหยัด พกพาง่าย มีกระดาษโรลหลายชนิด หลายกลิ่น และหลายขนาดให้เลือกใช้

ข้อเสียของการสูบแบบพันลำ

ข้อเสียของการสูบกัญชาพันลำ คือ ค่อนข้างเสียเวลาในการมวนกัญชา กระดาษโรลมีวันหมดอายุ และเสื่อมสภาพได้ หากโดนความชื้น หรือเก็บรักษาไม่ดี และต้องระวังเรื่องกระดาษโรลที่อาจมีสารเคมีปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อคนสูบได้

สูบกัญชาด้วยบ้อง

สูบกัญชาด้วยบ้อง คือ วิธีการสูบกัญชารูปแบบหนึ่ง โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘บ้อง’ ในการสูบกัญชา โดยบ้องมีลักษณะเป็นรูปทรงคล้ายท่อน้ำ และมีส่วนที่ยื่นออกมาด้านข้างสำหรับใช้ใส่กัญชา และจุดไฟ เรียกว่า ‘ชาม’ หรือ ‘โจ๋’ เวลาสูบกัญชาควันจะถูกกรองผ่านน้ำที่อยู่ด้านล่าง และทำให้ควันเย็นลงก่อนถูกดูดขึ้นจากปากท่อด้านบน ซึ่งบ้องกัญชามีหลายแบบ หลายรูปทรง และวัสดุหลากหลายชนิดให้เลือกใช้

บ้องเซรามิก

บ้องเซรามิก เป็นบ้องที่มีการใช้งานมายาวนานแล้ว มีความทนทาน และรูปทรงของกระเบื้องเซรามิกที่สวยงาม มักจะให้กลิ่นที่หอม และรสชาติที่ดีในการสูบ

  • ข้อดี : วัสดุที่ใช้เป็นเซรามิก ทำให้มีรูปทรง และลวดลายสวยงาม มีมูลค่า สามารถเก็บเป็นของสะสมได้ มีน้ำหนักมาก และมีความทนทานในการใช้งาน
  • ข้อเสีย : ราคาแพงกว่าบ้องประเภทอื่น เสี่ยงต่อการแตกหัก จึงต้องระมัดระวังเรื่องการดูแลทำความสะอาด และเซรามิกไม่มีความโปร่งใส

บ้องไม้ไผ่

บ้องไม้ไผ่ เป็นบ้องที่ทำจากไม้ไผ่ สามารถประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ได้เองโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ เมื่อสูบกัญชาจากบ้องไม้ไผ่ในช่วงแรกอาจได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวไม้ไผ่ แต่จะค่อยจางหายไปเมื่อใช้ไปนานๆ

  • ข้อดี : ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย หรือทำใช้เองได้ มีความทนทาน และแตกหักยาก
  • ข้อเสีย : การดูแลทำความสะอาดยาก อาจเกิดเชื้อราได้ง่าย ต้องเปลี่ยนบ้องใหม่บ่อยๆ มีโอกาสน้ำรั่วซึม หรืออากาศเข้าไปในบ้องได้ง่าย

บ้องอะคริลิค

บ้องอะคริลิค เป็นบ้องที่ราคาไม่แพงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นสูบกัญชาด้วยบ้อง แม้กลิ่น และความรู้สึกในการสูบอาจไม่ดีเท่าบ้องแบบแก้ว หรือแบบอื่นๆ แต่ด้วยวัสดุที่ทำจากอะคริลิค ทำให้มีความทนทานสูง แตกหักได้ยาก ดูแลทำความสะอาดง่าย และมีน้ำหนักเบา

  • ข้อดี : ราคาถูก น้ำหนักเบา มีความทนทาน ดูแลรักษาง่าย และแตกหักได้ยาก
  • ข้อเสีย : การสูบกัญชาด้วยบ้องอะคริลิค อาจได้รสชาติ และกลิ่นไม่ดีเท่าบ้องแบบอื่นๆ เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย เมื่อใช้ไปนานๆ อาจดูไม่ค่อยสวยงาม

บ้องแก้ว

บ้องแก้ว เป็นบ้องที่วัสดุทำจากแก้วทนความร้อนสูง มีคุณสมบัติคล้ายบีกเกอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ทดลองวิทยาศาสตร์ มีความประณีตสวยงามทำโดยช่างฝีมือ ทำให้มีรูปทรงหลากหลาย และมีความสวยงาม

  • ข้อดี : ดูแลทำความสะอาดง่าย ความใสทำให้มองเห็นคราบสิ่งสกปรกได้ชัดเจน มีหลายรูปทรงให้เลือก มีความประณีตสวยงาม ช่วยรักษากลิ่น และรสชาติของกัญชาที่สูบได้ดี
  • ข้อเสีย : ต้องระมัดระวังเรื่องการกระแทก มีความเสี่ยงที่สามารถแตกหักได้

บ้องซิลิโคน

บ้องซิลิโคน เป็นบ้องที่ทำจากวัสดุซิลิโคนทนความร้อน และไร้สารพิษจากสารเคมีตกค้าง ทำให้มีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง แตกหักได้ยาก เหมาะแก่การพกพาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว

  • ข้อดี : น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น สามารถพับงอได้ แตกหักยาก พกพาสะดวก ราคาไม่แพงมาก มีเอกลักษณ์สีสันสดใส สามารถล้างทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างจานได้
  • ข้อเสีย : บ้องมีความทึบไม่โปร่งแสง มองไม่เห็นภายในทำให้ทำความสะอาดค่อนข้างยาก หรือบางคนอาจไม่ชอบที่ตัวบ้องมีความอ่อนนุ่ม

วิธีสูบกัญชาด้วยบ้องที่ปลอดภัยและถูกวิธี

วิธีและขั้นตอนในการสูบกัญชาด้วยบ้อง สามารถทำได้ ดังนี้

  • เริ่มจากการเตรียมบ้องโดยการใส่น้ำลงไปในฐานบ้อง
  • นำกัญชาที่ผ่านการบดแล้ว ใส่ลงไปในส่วนที่เรียกว่า ชาม หรือ โจ๋ ที่ยื่นออกมา
  • เมื่อเริ่มสูบให้จุดไฟที่ชามพร้อมกับค่อยๆ สูดควันจากปากบ้อง ควันจะออกจากบริเวณชามแล้วผ่านน้ำที่อยู่ก้นบ้อง เพื่อช่วยกรองและลดอุณหภูมิของควัน ก่อนจะถูกสูบให้ลอยขึ้นด้านบน และเข้าไปในปาก
  • หลังใช้เสร็จควรทำความสะอาดคราบสกปรกภายในบ้องให้เรียบร้อย

ความรู้สึกเมื่อสูบกัญชาด้วยบ้อง

ความรู้สึกของการสูบกัญชาด้วยบ้อง คือ มีความฟิน มีความละมุนนุ่มนวลมากกว่าการสูบกัญชาพันลำ และไม่ค่อยระคายคอ เนื่องจากควันผ่านการกรองจากน้ำแล้ว อีกทั้งความรู้สึกในการสูบมีความแตกต่างกันไปตามบ้องแบบต่างๆ ส่วนอาการหลังสูบจะคล้ายกัน คือ มีอาการมึนงง เคลิบเคลิ้ม หัวเราะง่าย การตอบสนองช้าลง ทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย แต่การสูบจากบ้องจะรู้สึกเมาได้เร็ว และนานกว่าการสูบกัญชาพันลำ

ข้อดีของการสูบด้วยบ้อง

ข้อดีของการสูบกัญชาด้วยบ้อง คือ วัสดุที่ใช้มีความทนทาน ใช้งานง่าย คุ้มค่า ใช้งานได้หลายครั้ง มีบ้องหลากหลายแบบหลายรูปทรงให้เลือก และให้รสชาติในการสูบดี

ข้อเสียของการสูบด้วยบ้อง

ข้อเสียของการสูบกัญชาด้วยบ้อง คือ ไม่เหมาะกับการพกพา บ้องบางชนิดแตกหักได้ง่าย และทำความสะอาดยาก ต้องใส่น้ำในบ้องด้วยปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป

ความต่างระหว่างสูบกัญชาแบบพันลำกับสูบกัญชาด้วยบ้อง

ความแตกต่างระหว่างการสูบกัญชาแบบบ้องกับพันลำ มีในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ โดยการสูบกัญชาแบบพันลำต้องใช้กระดาษโรลในการมวนกัญชาแล้วสูบ ทำให้มีความคล้ายกับการสูบบุหรี่ ส่วนแบบบ้องต้องใช้บ้อง และต้องมีการใส่น้ำในบ้องก่อนสูบด้วย ซึ่งแบบพันลำมีความสะดวกในการพกพามากกว่า แต่อาจมีความยุ่งยากในการเตรียมมวนกัญชา ในขณะที่การสูบด้วยบ้อง มักให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล และสบายคอมากกว่าแบบพันลำ นอกจากนี้ การสูบกัญชาด้วยบ้อง สามารถทำให้รู้สึกเมาได้ง่ายมากกว่าอีกด้วย

รวบรวมคำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทาง four twenty ได้ทำการรวบรวมคำถามที่คนมักสงสัยบ่อยๆ เกี่ยวกับการสูบกัญชา พร้อมมาตอบคำถามเหล่านี้ให้ฟังกัน

1. สูบครั้งแรกเตรียมยังไง ควรสูบแบบไหน?

สำหรับคนที่ไม่เคยสูบกัญชามาก่อนเลย และอยากลองสูบกัญชาเป็นครั้งแรก ควรเตรียมตัวด้วยการศึกษาข้อมูล ผลกระทบ อาการที่ตามมา และควรเลือกสูบกัญชาในปริมาณ THC น้อยๆ ก่อน รวมถึงไม่ควรสูดเข้าในปอดลึกจนเกินไป

2. สูบกัญชาแบบบ้องกับพันลำ แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?

การสูบกัญชาแบบบ้องดีต่อสุขภาพมากกว่าการสูบแบบพันลำ เนื่องจากการสูบด้วยบ้องควันจะผ่านการกรองจากน้ำ ทำให้อุณหภูมิของควันลดลง ซึ่งช่วยลดสารที่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ

3. ทำไมจึงต้องใช้ก้นกรอง เมื่อสูบกัญชาแบบพันลำ จำเป็นหรือไม่?

การสูบกัญชาแบบพันลำควรใช้ก้นกรอง เพราะมีข้อดีมากมาย คือ ช่วยให้สูบกัญชาได้ทั้งมวน ไหลลื่น และสะดวกขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าผงกัญชาจะหกออกมา การมีก้นกรองทำให้ตัวกัญชาไม่เปียกน้ำลาย มีความสะอาดมากกว่า ที่สำคัญ คือ ช่วยให้การพันลำทำได้ง่าย และสวยงามมากขึ้น

การสูบกัญชาแบบพันลำ คือ การนำกัญชาที่ถูกบดมามวนด้วยกระดาษโรลพร้อมใส่กระดาษกรองแล้วสูบคล้ายกับบุหรี่ ส่วนการสูบกัญชาด้วยบ้องเป็นการสูบโดยใช้บ้องเป็นอุปกรณ์หลัก โดยต้องมีการใส่น้ำในบ้อง และมีบ้องที่ทำจากวัสดุหลากชนิดให้เลือกใช้ ทั้งแบบแก้ว เซรามิก อะคริลิค ซิลิโคน และไม่ไผ่ ซึ่งการสูบ 2 วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม แต่แบบบ้องมักสูบแล้วเมาได้เร็ว และง่ายกว่าแบบพันลำ อีกทั้งกลิ่น และความรู้สึกที่ได้ก็แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยม และความชอบส่วนบุคคล แต่ไม่ว่าอยากเมากัญชาแบบพันลำ หรือแบบบ้อง  ทาง four twenty มีบริการที่คอยดูแลคนที่พร้อมเมา และเพลิดเพลินด้วยกัญชา พร้อมสินค้ากัญชาคุณภาพดี และคำแนะนำในการเลือกกัญชาที่เหมาะสม และปลอดภัย

สนใจอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับกัญชาหรือดอกสามารถเข้าชมเพิ่มเติมได้ที่ www.siamweeds.com

Credit : fourtwenty

จุดกำเนิด “บ้อง”

บ้อง นอกจากจะเป็นอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ในการสูบกัญชาของสายเขียวแล้ว ยังเป็นเพื่อนคู่ใจที่ขาดไปไม่ได้อีกด้วย ไม่มีบ้องก็เหมือนเฟรนช์ฟรายส์ที่ไม่ใส่เกลือ ฟ้าที่ไม่มีเมฆ อวกาศที่ไม่มีดาว เป็นลูกรักขนาดนี้ แล้วเคยสงสัยกันไหมคะว่าบ้องมาจากไหน เกิดมาได้ยังไง ใครเป็นคนให้กำเนิดในยุคแรก ๆ วันนี้แอมเบอร์จะมาเล่าให้ฟัง

ถ้าพูดถึงความหมาย บ้อง หรือ Bong ที่ใช้กันทั่วโลก เพี้ยนมาจากคำศัพท์ภาษาไทยที่หมายถึงบ้องไม้ไผ่ แต่ถ้าพูดถึงประวัติของบ้อง ก็ต้องย้อนไปช่วงปี 2013 ได้มีการค้นพบบ้องรุ่นแรกที่ประเทศรัสเซีย โดยคาดคะเนว่ามีอายุประมาณ 2,400 ปี เป็นบ้องทองโบราณที่ถูกทำขึ้นมาโดยชาวซิท หรือ ชาวซิเทีย (Scythians) ชนเผ่าคนเร่ร่อน เมื่อ 300-700 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังมีการค้นพบเพิ่มเติมในแถบแอฟริกา ประเทศเอธิโอเปีย เป็นบ้องโบราณที่เป็นเหมือนเครื่องปั้นดินเผา ทำมาจากเขาสัตว์ มีอายุประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาล

ส่วนในทวีปเอเชียเรานั้นเริ่มที่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 16 (บ้างก็ว่า ศตวรรษที่ 13) สมัยราชวงศ์หมิง จุดเฟื่องฟูของบ้องคือช่วงที่ยาสูบกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ นิยมใช้กันมากสุดสองแบบ แบบแรกเป็นบ้องไม้ไผ่ที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนธรรมดาหรือประชาชนทั่วไปที่ใช้ อีกแบบหนึ่งเป็นบ้องรูปทรงสวยงามทำมาจากทองเหลืองหรือทองแดง ซึ่งกลุ่มพ่อค้าและไฮโซส่วนใหญ่ใช้กัน แล้วไม่นานความนิยมนี้ก็เริ่มแพร่ขยายออกไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ผ่านเส้นทางสายไหม แม้แต่ซูสีไทเฮาก็เลือกใช้บ้องมากกว่าไปป์ ว่ากันว่าชอบมากถึงขนาดที่ต้องนำบ้องที่พระนางโปรด 3 อันฝังลงไปพร้อมพระบรมศพของพระนาง

สรุปแล้วคนที่เป็นคนสร้างขึ้นมาคนแรกคือใคร บอกได้แค่ว่าเป็นเรื่องยากที่จะบอกมาก ๆ ค่ะ แต่ที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดจะเป็นฝั่งแอฟริกา เพราะดูเก่าแก่และมีอายุมากที่สุด ส่วนบ้องแก้ว (หรือที่ต่างประเทศเรียกกันอีกอย่างว่า Water pipes) ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มาจาก Bob Snodgrass ศิลปินชาวอเมริกันรังสรรค์ขึ้นมาจากแก้วในช่วงปีค.ศ. 1960 และ 1970 เป็นยุคที่ความนิยมของบ้องเริ่มมา

Credit : Amber Farm

ส่วนท่านใดอ่านแล้วอยากรู้จักบ้องที่เป็นของจริงมากกว่านี้หรืออุปกรณ์และดอกกัญชาคุณภาพ สามารถเข้าชมเว็บไซต์เราได้ที่ www.siamweed.com

สารในกัญชา THC และ CBD กับประโยชน์และข้อควรระวังที่ควรรู้

หากพูดถึงกัญชา สารในกัญชาที่หลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างคงหนีไม่พ้นสาร THC และ CBD ซึ่งมีการนำมาศึกษาและใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ทว่าสารในกัญชาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายผู้ใช้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากขาดความรู้และความระมัดระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชา

แม้ในปัจจุบันกัญชาจะถูกปลดล็อกออกจากการเป็นยาเสพติดแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 และสารในกัญชาเองก็ถูกนำมาต่อยอดพัฒนาและใช้กันมากขึ้น แต่การใช้กัญชาก็ยังคงต้องมีขอบเขตที่ผู้ผลิตหรือผู้ใช้ควรยึดถือ มิฉะนั้นอาจขัดต่อข้อกฎหมายและเสี่ยงต่อการเสพติดหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับสารในกัญชาทั้งสองชนิดกัน

สารในกัญชา THC และ CBD กับประโยชน์ที่ควรรู้

กัญชานั้นประกอบไปด้วยสารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) กว่า 100 ชนิด แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะสารสำคัญสองชนิดที่มีการศึกษาและนำมาใช้ในทางการแพทย์กันมากที่สุด นั่นก็ สาร THC และ CBD

สารทั้งสองชนิดพบได้ในทุกส่วนของกัญชา ไม่ว่าจะใบ ดอก ก้าน ลำต้น หรือราก โดยกัญชามักมีปริมาณ THC สูงกว่า CBD และในแต่ละส่วนจะมีปริมาณสารมากน้อยแตกต่างกันไป

การรับประทานหรือสูบกัญชาโดยตรงจึงอาจทำให้ร่างกายได้รับสาร THC มากกว่าสาร CBD แตกต่างจากการใช้ในรูปของสารสกัด ซึ่งผ่านการควบคุมปริมาณสาร THC และ CBD ตามที่กฎหมายกำหนดมาแล้ว จึงมักมีความเสี่ยงน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม สารทั้งสองชนิดต่างก็มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้

  • สาร THC (Tetrahydrocannabinol) มีส่วนช่วยลดอาการปวด กล้ามเนื้อหดเกร็ง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับ 
  • สาร CBD (Cannabidiol) ออกฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวด ชัก วิตกกังวล นอนไม่หลับ ซึมเศร้า รวมถึงช่วยต้านอาการทางจิตจากสาร THC ในบางกรณีด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าการใช้สาร THC และ CBD น่าจะมีประโยชน์ในการดูแลรักษาปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวลทั่วไป โรคซึมเศร้า โรคปลอกประสาทอักเสบ และอาจจะมีประโยชน์ในโรคต้อหินและโรคมะเร็ง 

แต่จำเป็นต้องรอผลการศึกษาวิจัยในคนให้มากขึ้น เพื่อดูความเป็นไปได้และความปลอดภัยในการนำมาใช้กับผู้ป่วยในอนาคต ปัจจุบันทางการแพทย์ไม่ได้ใช้สารสกัดกัญชามารักษาผู้ป่วยเป็นลำดับแรก แต่จะใช้เพื่อเป็นส่วนเสริมกับการรักษาตามมาตรฐาน โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ข้อควรระวังจากสารในกัญชา

แม้สารในกัญชาจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีข้อเสียและข้อควรระวังเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็น

ผลข้างเคียงจากสาร THC และ CBD

สาร THC อาจส่งผลให้เวียนศีรษะ อาเจียน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปากแห้ง ตาแดง ร่างกายตอบสนองได้ช้าลง อวัยวะทำงานไม่สมดุลกัน มีปัญหาด้านความจำ หรือวิตกกังวล 

หากได้รับสาร THC ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (Euphoria) ใจสั่น หน้ามืด เห็นภาพหลอน ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อการเสพติด โรคทางจิต หรือการฆ่าตัวตายได้ 

ในขณะที่สาร CBD นั้นก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้าง แต่ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักเกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างสาร CBD กับยาชนิดอื่น ๆ มากกว่า เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน พฤติกรรมการทานอาหารเปลี่ยนไป อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง เวียนศีรษะ หรือท้องเสีย

ระยะเวลาที่สารในกัญชาอยู่ในร่างกาย 

สารในกัญชาเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจอยู่ในเลือดและน้ำลายได้นาน 2–3 ชั่วโมง ในเส้นผมนานถึง 90 วัน ส่วนในปัสสาวะนั้นจะขึ้นอยู่กับความถี่และปริมาณของการใช้กัญชา 

ยกตัวอย่างเช่น หากใช้เพียงครั้งเดียวจะตรวจพบได้หลังจากใช้ 1–3 วัน และอาจคงอยู่ได้นานถึง 13 วัน หากใช้เป็นประจำทุกวันอาจคงอยู่นานถึง 45 วัน และหากใช้ในปริมาณสูงมากอย่างต่อเนื่องจนเสพติดอาจมีสารคงอยู่ในปัสสาวะนานถึง 90 วัน

การเสพติดสารในกัญชาและอาการถอนยา

เมื่อร่างกายติดสารในกัญชาแล้ว หากต้องการหักดิบเลิกใช้กัญชาด้วยตัวเองอาจนำมาซึ่งอาการถอนยา เช่น รู้สึกกลัว วิตกกังวล สับสน ปวดศีรษะ ไม่มีสมาธิ มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ มีปัญหาในการนอนหลับ ตัวสั่น เหงื่อออกมาก ซึมเศร้ามากขึ้น และอยากกลับไปเสพกัญชาอีกครั้ง โดยอาการจะรุนแรงมากน้อยต่างกันไปในแต่ละคน 

จะเห็นได้ว่า สารในกัญชานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียหากเราใช้เกินขอบเขตหรือปราศจากความระมัดระวัง ผู้ที่สนใจจะใช้กัญชาจึงควรพิจารณาถึงประโยชน์และโทษหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชา ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่อาจได้รับอนุญาตจากแพทย์โดยตรง แต่ควรใช้ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย

Credit : https://www.pobpad.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2-thc-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-cbd-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2

0

Search for products

Back to Top
Product has been added to your cart